เค คืออะไร มาจากคำว่าอะไร
เคหรือกะรัต จะเป็นหน่วยที่ช่วยบอกถึงความบริสุทธิ์ของทองคำที่อยู่ในเครื่องประดับหรือโลหะผสม โดยแสดงให้เห็นถึงปริมาณทองคำแท้ที่ผสมอยู่ในโลหะชนิดดังกล่าว โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ในอดีตคำว่า กะรัตถูกผันมาจากคำว่า keration ในภาษากรีกโบราณ หมายถึง เมล็ดของต้นแครอบซึ่งเอาไว้เป็นหน่วยชั่งน้ำหนักสำหรับสิ่งของมีค่าเช่นทองคำและเพชรส่งผลทำให้การเรียกใช้คำดังกล่าวถูกนำไปใช้แพร่หลายในยุโรปและโลกอาหรับซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน
อีกทั้งระบบการแบ่งแบบนี้จะช่วยทำให้คนเข้าใจได้ง่ายกว่าว่า ทองคำในโลหะผสมมีปริมาณเท่าไหร่ ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถประเมินราคาได้ง่ายยิ่งขึ้นจากตัวเลขของกะรัต อย่างไรก็ตามในบางประเทศก็นิยมเลือกใช้เป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับเป็นระบบด้วยกันหน่วยวัดทองมากกว่ายกตัวอย่างเช่นจีนหรือประเทศไทยที่ใช้เป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น ทอง 99.99%
ประเภทของทองคำแบ่งตามความบริสุทธิ์ทอง
24K ซึ่งเป็นทองคำที่บริสุทธิ์ที่สุดในอัตราส่วน 99.9% โดยไม่มีการผสมกับโลหะอื่นมากนัก มีสีทองเข้มสดใสนุ่มและมีความยืดหยุ่นอย่างไรก็ตามอาจจะทำให้เกิดรอยได้ง่ายไม่เหมาะกับเครื่องประดับที่ใช้งานหนัก คุณอาจเลือกใช้ทองคำ 24k ได้หากคุณเป็นคนชอบเครื่องประดับที่มีราคาสูงที่สุดและพร้อมที่จะดูแลเครื่องประดับอย่างระมัดระวังได้ในชีวิตประจำวัน
22k เป็นทองบริสุทธิ์ 91.7% หรือหมายถึง ทองคำ 22 ส่วนผสมกับโลหะอื่น 2 ส่วน แม้ว่าจะมีความบริสุทธิ์สูงเหมือนกับทอง 24K และสีทองสดเหมือนกัน แต่มีความทนทานมากกว่า เนื่องจากมีอัตราส่วนของการผสมกับโลหะอื่นๆจึงทำให้มีการแข็งแรงมากขึ้นคนมักเลือกนิยมใช้ทอง 22kในแหวนแต่งงานหรือสร้อยคอที่ยังต้องการความทน แต่ยังต้องรักษาความสวยงามของทองคำอัตราส่วนสูงหรือทองคำบริสุทธิ์ไว้ ในปัจจุบันมักนิยมใช้ทำเครื่องประดับในบางประเทศเช่น ประเทศอินเดีย
ทอง 18K เป็นทองที่มีความบริสุทธิ์ 75% หรือหมายถึงมีการผสมทองทั้งหมด 18 ส่วนผสมกับโลหะอื่น 6 ส่วน กลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงสูงและต้องการใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน จะมีความแข็งแกร่งและทนทานเนื่องจากมีการผสมทองคำกับโลหะอื่นๆช่วยทำให้สามารถขึ้นรูปและเพิ่มความคงทนได้อย่างดี
ทองคำ 14K เป็นทองที่มีอัตราส่วน 58.3% มันคือมีการผสมทองคำ 14 ส่วนผสมเข้ากับโลหะอื่น 10 ส่วน ส่งผลทำให้มีความแข็งแรง แต่มีสีทองที่อ่อนกว่าทอง 18 k แต่ในขณะเดียวกันสีทองก็จะดูอ่อนลงเล็กน้อยเหมาะกับเครื่องประดับประเภทที่มีการใช้งานหนักหรือสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความทนทานจากเครื่องประดับสูงเช่นผู้ที่สวมใส่กำไลหรือแหวนซึ่งอาจเกิดรอยกระแทกหรือรอย-ควรได้ง่ายนอกจากนี้ทอง 14Kจะมีราคาถูกกว่าทองคำบริสุทธิ์ที่อธิบายไปก่อนหน้าจึงทำให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการความทนทานและราคาที่เหมาะสม
ทอง 9k คือทองที่มีความบริสุทธิ์ต่ำที่สุดในบรรดาทองคำกลุ่มเครื่องประดับโดยมักจะผสมกับโลหะอื่นๆเช่นเงินทองแดงหรือแพลตตินั่ม ในอัตราส่วนทองคำ 9 ส่วนและผสมกับโลหะอื่น 15 ส่วน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดต้นทุนของทองคำซึ่งส่งผลทำให้ทองคำประเภทดังกล่าวเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเครื่องประดับที่ต้องการความแข็งแรงทนทานในราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุดแต่จะไม่ให้ความรู้สึกหรูหราหรือมีความบริสุทธิ์เท่ากันกับทองคำ 14k หรือ 18k โดยมักเลือกใช้กับเครื่องประดับที่ต้องการความแข็งแรงทนทานเช่นกำไลข้อมือสร้อยคอที่ไม่ดีหรือความหรูหราและความบริสุทธิ์ของทองมากนักจึงไม่มีความจำเป็นต้องดูแลมากเท่ากับทองประเภทอื่นๆเนื่องจากค่อนข้างทนทานสูง
แบบไหนเป็นที่นิยมที่สุด?
ในแต่ละประเทศต่างให้ความนิยมกับทองแต่ละแบบแตกต่างกันในกรณีของประเทศไทยมันจะนิยมใช้เครื่องประดับโดยใช้เป็นทองคำ 23K ความบริสุทธิ์ประมาณ 95.8% เหมาะสำหรับการทำเครื่องประดับที่ต้องการความนุ่มและเปอร์เซ็นต์ทองที่มาก อย่างไรก็ตามในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศยุโรปทองคำที่นิยมใช้ทำเพื่อปรับส่วนใหญ่จะมีความบริสุทธิ์ประมาณ 18kซึ่งเท่ากับ 75% ความบริสุทธิ์เนื่องจากทองคำ 18k เป็นสมดุลที่ดีระหว่างความบริสุทธิ์และความแข็งแรงจึงทำให้ยังคงสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้โดยไม่เกิดการขีดข่วนมากเกินไปนอกจากนี้ทองคำ 14k ก็มักนิยมใช้ทำในต่างประเทศสำหรับเครื่องประดับที่มีราคาไม่สูงมากแต่ต้องการความทนทานยิ่งขึ้น
ทำไมทองคำแต่ละประเภทมีสีแตกต่างกันแม้ว่าจะมีความบริสุทธิ์เท่ากัน
สาเหตุเกิดจากการผสมโลหะอื่น ๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตทองคำค่ะทองคำบริสุทธิ์ 24K จะมีสีทองธรรมชาติ แต่เมื่อผสมกับโลหะอื่น ๆ จะทำให้สีของทองคำเปลี่ยนไปตามชนิดของโลหะที่ผสม ดังนี้:
1. ทองคำสีเหลือง (Yellow Gold)
ทองคำสีเหลืองมักจะทำจากการผสมทองคำ 24K กับโลหะอื่นๆ เช่น เงิน (Silver) และทองแดง (Copper) การผสมนี้จะทำให้ได้สีทองที่เป็นสีเหลืองทองแบบดั้งเดิม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในการทำเครื่องประดับ
2. ทองคำสีชมพู (Rose Gold) หรือทองคำแดง (Red Gold)
ทองคำสีชมพูหรือทองคำแดงเกิดจากการผสมทองคำกับทองแดงในสัดส่วนที่สูง ทองแดงจะทำให้ทองคำมีสีที่มีความอบอุ่นและมีโทนสีชมพูหรือแดง ทองคำในรูปแบบนี้มีความนิยมสูงในเครื่องประดับที่ต้องการความสวยงามและทันสมัย
3. ทองคำสีขาว (White Gold)
ทองคำสีขาวจะเกิดจากการผสมทองคำกับโลหะอื่นๆ เช่น เงิน, พัลลาเดียม, หรือแพลตินัม ซึ่งช่วยให้ทองคำมีสีขาวหรือเงิน ทองคำสีขาวมักจะเคลือบด้วยสารที่เรียกว่า “โรเดียม” เพื่อเพิ่มความเงางามและป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน
ทำไมทองคำต้องผสมโลหะต่างๆ?
การผสมโลหะทำให้ทองคำมีคุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น เพิ่มความแข็งแรง ทนทานต่อการขีดข่วน หรือเพิ่มสีสันที่สวยงาม ซึ่งเป็นเหตุผลที่เครื่องประดับทองในปัจจุบันมีหลากหลายสีให้เลือก ทั้งทองคำสีเหลือง ทองคำสีชมพู หรือทองคำสีขาวค่ะ ดังนั้นแม้ว่าจะมีทองคำที่มีความบริสุทธิ์เท่ากัน (เช่น 18K หรือ 22K) แต่การผสมโลหะต่างๆ จะส่งผลต่อสีของทองคำ ทำให้ได้เครื่องประดับที่มีลักษณะสีต่างกันได้ค่ะ
สรุปได้ว่าการเลือกทองคำสำหรับเครื่องประดับนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานและความชอบส่วนบุคคล ทองคำ 24K หรือทองคำบริสุทธิ์สูงสุดเหมาะสำหรับการสะสมหรือการลงทุน แต่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับเครื่องประดับที่ใช้ในชีวิตประจำวันเนื่องจากความนุ่ม ส่วนทองคำ 18K หรือ 22K มีความแข็งแรงและทนทานกว่า ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับเครื่องประดับที่ต้องการความทนทานและความสวยงามในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีทองคำสีต่างๆ ที่เกิดจากการผสมโลหะต่างๆ เช่น ทองคำสีชมพู (Rose Gold) หรือสีขาว (White Gold) ซึ่งเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาดเครื่องประดับ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกทองที่เหมาะสมกับสไตล์และการใช้งานได้มากขึ้น





